ท่ามกลางการระบาดของเชื้อโควิด-19 การฉีดวัคซีนถือเป็นหนึ่งหนทางที่จะช่วยทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในประเทศ ลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค และลดความรุนแรงของโรคได้ แต่หลายคนอาจจะยังกังวล หรือลังเลในการไปรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เนื่องจากกลัวอาการแพ้ หรืออาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ วันนี้ TIC เลยจะพาคุณไปเช็คอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นหลังจากได้รับวัคซีนโควิด-19 ว่าแบบไหนที่เรียกว่ารุนแรง เพื่อที่คุณจะได้เตรียมพร้อมรับมือ และปฏิบัติตัวให้ถูกวิธี หากคุณต้องเผชิญกับอาการเหล่านี้
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับวัคซีนที่ทางรัฐบาลได้จัดสรรให้ประชาชนคนไทยได้ฉีดกันก่อน หลักๆ จะมีอยู่ 2 ยี่ห้อ ได้แก่
การฉีดวัคซีนถึงแม้ว่าจะไม่สามารถช่วยป้องกันโรคโควิด19 ได้ร้อยเปอร์เซนต์ แต่ก็สามารถที่จะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้อย่างแน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องเฝ้าระวังและสังเกตก็คืออาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นหลังได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ซึ่งจะแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี ดังนี้
อาการที่สามารถคาดเดาได้
สำหรับอาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนโควิด-19 ส่วนใหญ่จะไม่ส่งผลรุนแรงต่อร่างกาย ซึ่งอาการข้างเคียงชนิดไม่รุนแรงที่พบ ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายได้ภายใน 1-2 วัน ได้แก่
อาการที่ไม่สามารถคาดเดาได้
เป็นอาการแพ้รุนแรง ซึ่งโดยปกติแล้วหลังจากการเข้ารับวัคซีนจะมีการให้เฝ้าระวังอาการอยู่ในสถานที่นั้นๆต่อไปอีกประมาณ 30 นาที และอาการแพ้รุนแรงก็มักจะเกิดภายใน 15 นาทีแรก แต่อย่างไรก็ตามหลังการฉีดวัคซีนโควิด-19 ก็ยังควรเฝ้าสังเกตอาการตัวเองต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าหากคุณมีอาการรุนแรง ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด หรือโทรแจ้งสายด่วน 1669 สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ได้แก่อาการดังต่อไปนี้
สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 นอกจากจะต้องพึงระวังเรื่องอาการข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นแล้ว ยังมีข้อจำกัดสำหรับบุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปี จะยังไม่ได้รับอนุญาตให้ฉีดวัคซีนโควิด-19 รวมถึงผู้ป่วยบางประเภทที่ห้ามฉีด หรือต้องปรึกษาแพทย์อย่างใกล้ชิด และอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ก่อนฉีดเท่านั้น ได้แก่
หากกำลังมีอาการป่วย เช่น มีไข้ หนาวสั่น หายใจลำบาก อ่อนเพลียกล้ามเนื้อ เป็นต้น ต้องเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปก่อน แต่ถ้าเป็นหวัดเล็กน้อย ไม่มีไข้ สามารถฉีดวัคซีนได้ แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดวัคซีน
อย่างที่ทราบกันดีว่ารัฐบาลไทยได้จัดสรรวัคซีนยี่ห้อซิโนแวค และแอสตราเซเนกา ให้กับประชาชนทุกคนได้ฉีดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่จริงๆ แล้ว เราก็ยังมีวัคซีนอีกหลายยี่ห้อที่อนุญาตให้เอกชนนำเข้ามาเป็นทางเลือก เพื่อเสริมประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนมากขึ้น โดยวัคซีนทางเลือกที่มีการขอขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ "อย." ไทยแล้ว ได้แก่
วัคซีนซิโนฟาร์ม (Sinopharm) โดยบริษัท ไบโอจีนีเทค จำกัด มีชื่อการค้าว่า COVILO โดยเป็นวัคซีนเชื้อตายเหมือนกับวัคซีนซิโนแวค ที่ได้รับการอนุมัติในภาวะฉุกเฉินจากองค์การอนามัยโลกเรียบร้อยแล้ว สามารถฉีดได้ตั้งแต่ผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
วัคซีนโมเดอร์นา (Moderna) มีชื่อว่า mRNA-1273 ซึ่ง mRNA เป็นเทคโนโลยีวัคซีนรูปแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อ ผลิตโดยบริษัท ModernaTX, Inc. ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการฉีดนั้นต้องฉีดจำนวน 2 เข็มห่างกัน 1 เดือน หรือประมาณ 28 วัน และหลังจากได้รับครบ 2 โดส จะมีประสิทธิภาพ 94.1% ในการป้องกัน COVID-19 แนะนำสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
วัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน (Johnson & Johnson) ผลิตโดยบริษัทยาของ Johnson & Johnson (J&J) เป็นวัคซีนชนิดที่ใช้อะดีโนไวรัสเป็นพาหะ เช่นเดียวกับวัคซีนแอสตราเซเนกา เพียงแต่ใช้สายพันธุ์ไวรัสที่ต่างกัน และเป็นวัคซีน ชนิดเดียวที่ฉีดเพียง 1 เข็มเท่านั้น ซึ่งเหมาะกับผู้ชายที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และผู้หญิงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปีจะมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (TTS)
จะเห็นได้ว่าไม่ว่าเราจะฉีดวัคซีนโควิด-19 ยี่ห้อไหน จากประเทศอะไร โอกาสที่จะเกิดอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ และความรุนแรงอาจจะแตกต่างกันไปบ้างเล็กน้อย แต่นี่ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของเรา แต่อย่างไรก็ตามถึงจะฉีดวัคซีนกันแล้ว ก็ยังต้องเว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อยๆ เพื่อความปลอดภัยกันด้วยนะคร้าบบบ ด้วยความห่วงใยจาก TIC ประกันภัย
ที่มา : เว็บไซต์ กรมควบคุมโรค, คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล, Bangkok Hospital