ต้องรู้! เตรียมพร้อม ก่อนฉีด “วัคซีนโควิด-19”

ความหวังของคนไทย กับวัคซีนโควิด-19 ที่ทางรัฐบาลเริ่มทยอยจัดหามาให้ฉีดกันแล้วตั้งแต่ในช่วงเดือน มีนาคม 2564 และยังมีวัคซีนทางเลือกที่เอกชนจะนำเข้ามาให้ประชาชนได้ฉีดเพิ่มเติมด้วย วันนี้ TIC ไทยประกันภัย เลยอยากพาทุกคนไปทำความรู้จักกับวัคซีนโควิด-19 แต่ละชนิด ว่ามีแบบไหนบ้าง แล้วแต่ละแบบต่างกันอย่างไร? และจะมีเอฟเฟ็กต์อะไรกับเราบ้าง?

ชนิดของวัคซีนแต่ละยี่ห้อที่ใช้ในประเทศไทย?

วัคซีนที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในการยับยั้ง และป้องกันเชื้อโรคโควิด-19 นั้น แต่ละยี่ห้อจะใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกันไป ซึ่งเราสามารถแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

 

1. วัคซีน mRNA

วัคซีนชนิดนี้ถือเป็นวัคซีนรูปแบบใหม่ที่ใช้ป้องกันโรคติดเชื้อในมนุษย์  โดยการใช้ messenger RNA หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ mRNA ซึ่งเป็นโมเลกุลอาร์เอ็นเอชนิดหนึ่ง วัคซีน mRNA นี้จะถูกห่อหุ้มด้วยอนุภาคนาโนไขมัน (Lipid Nanoparticle) เมื่อฉีดเข้าไปในร่างกาย ก็จะทำให้เซลล์ในร่างกายของเราสร้างโปรตีนหรือชิ้นส่วนของโปรตีน ที่จะสามารถกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันในร่างกายของเรา เกิดเป็นแอนติบอดี้ ที่จะช่วยปกป้องเมื่อเชื้อไวรัสที่เข้าสู่ร่างกายได้ ซึ่งยี่ห้อที่มีการผลิตด้วยเทคโนโลยีนี้ ได้แก่ ไฟเซอร์ (Pfizer)  และโมเดอร์นา (Moderna)

ข้อดีของวัคซีนชนิดนี้คือ  สามารถผลิตได้ง่ายและรวดเร็ว และยังเป็นวัคซีนชนิดที่กระตุ้นภูมิต้านทานได้สูงอีกด้วย แต่ข้อกังวลก็คือ RNA นั้นสลายตัวได้ง่าย ทั้งยังเป็นวัคซีนรูปแบบใหม่ที่ใช้ในมนุษย์ จึงพบอาการข้างเคียงหลังฉีดได้บ่อยกว่าวัคซีนที่ทำด้วยเทคโนโลยีดั้งเดิม    

 

2. วัคซีนที่มีไวรัสเป็นพาหะ

วัคซีนชนิดนี้การเอาสารพันธุกรรมของไวรัสโคโรนาใส่เข้าไปในไวรัสที่จะเป็นพาหะหรือตัวฝาก โดยไวรัสที่เป็นพาหะนั้นจะไม่ก่อให้เกิดโรคร่างกายของมนุษย์ เมื่อฉีดวัคซีนเข้าไปในร่างกายแล้วไวรัสก็จะถอดรูปพันธุกรรมที่ส่งเข้าไป และสร้างปุ่มโปรตีนไวรัสโคโรนาขึ้น เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันสร้างแอนติบอดี และกระตุ้นให้ที-เซลล์ (T-cell) ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิต้านทานชนิดหนึ่ง ที่คอยดักจับเซลล์ติดเชื้อหรือเชื้อโรคต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกายและทำลายเซลล์นั้นทิ้ง โดยยี่ห้อที่มีการผลิตด้วยเทคโนโลยีนี้ คือ แอสตราเซเนกา (Astra Zeneca) และจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน (Johnson & Johnson)

ข้อดีของวัคซีนชนิดนี้ คือผลิตได้เยอะและเร็วเช่นเดียวกับแบบ mRNA ส่งผลให้มีราคาถูก ประกอบกับ DNA มีความคงทนกว่า จึงสามารถเก็บได้ในอุณหภูมิ 2-8 องศา แต่ก็ต้องจับตาดูผลจากการใช้วัคซีนในระยะยาวอีกเช่นกัน เพราะถือว่าเป็นวัคซีนชนิดใหม่ที่ใช้ในมนุษย์ 

 

3. วัคซีนที่ทําจากชิ้นส่วนโปรตีนของเชื้อไวรัส

ปัจจุบันเรามีวัคซีนโควิด-19 ที่ถูกผลิตขึ้นจากเทคโนโลยีการผลิตแบบ Protein-nanoparticle Vaccine คือการใช้ชิ้นส่วนโปรตีนส่วนหนามของโคโรน่าไวรัสมามารวมกับสารกระตุ้นภูมิต้านทาน และฉีดกระตุ้นเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวโควิด-19 ขึ้นมา ซึ่งเทคโนโลยีนี้เป็นวิธีเดียวกับที่เคยใช้ในการผลิตวัคซีนอื่นๆ เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี เป็นต้น โดยยี่ห้อที่มีการผลิตด้วยเทคโนโลยีนี้ คือ โนวาแวกซ์ (Novavax)

ข้อดีของวัคซีนที่ผลิตด้วยวิธีนี้ คือสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้มากกว่าการผลิตแบบ mRNA และแบบมีไวรัสเป็นพาหะ ซึ่งจากการทดลองพบว่าสามารถต้านโควิดกลายพันธุ์อังกฤษได้ 89.3% และต้านเชื้อโควิดกลายพันธุ์สายพันธุ์แอฟริกาใต้ 49%

 

4. วัคซีนเชื้อตาย

วัคซีนชนิดนี้เป็นเทคโนโลยีที่คุ้นเคยกันดี เพราะใช้มานานกว่าศตวรรษ โดยการนำเอาเชื้อไวรัสโคโรนามาเพาะเลี้ยงบนเซลล์ที่ใช้ทำวัคซีน จากนั้นก็ฆ่าเชื้อให้ตาย แล้วนำไปใส่สารกระตุ้นภูมิต้านทาน ซึ่งเป็นวิธีเดียวกันกับการทำวัคซีนอื่นๆ อีกมากมาย เช่น วัคซีนโปลิโอ วัคซีนสำหรับพิษสุนัขบ้า และไวรัสตับอักเสบ A โดยเมื่อฉีดวัคซีนเข้าไปในร่างกายแล้ว จะเกิดการกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายมนุษย์ให้สร้างแอนติบอดีขึ้นมาต้านไวรัสโคโรนา โดยแอนติบอดีจะยึดติดกับโปรตีนบางส่วนของไวรัสไม่ให้เข้าสู่เซลล์ร่างกาย ยี่ห้อวัคซีนโควิด-19 ที่มีการใช้เทคโนโลยีนี้ ได้แก่ ซิโนแวค (Sinovac) และ ซิโนฟาร์ม (Sinopharm)

ข้อดีของวัคซีนชนิดนี้เป็นรูปแบบการผลิตที่เราคุ้นเคยกันดี จึงไม่น่ากังวลในเรื่องความปลอดภัย และสามารถใช้กับคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องได้ ภูมิคุ้มกันต่ำได้ เพราะเป็นเชื้อตาย เชื้อจะไม่เพิ่มจำนวน แต่วัคซีนชนิดนี้ต้องเพาะเลี้ยงในห้องชีวนิรภัยระดับสูง จึงมีต้นทุนสูง และผลิตได้ทีละจำนวนน้อยกว่าแบบอื่นๆ 

 

 

ต้องรับวัคซีนปริมาณเท่าไหร่?

จากผลการทดสอบกับผู้รับวัคซีน พบว่าแทบทุกยี่ห้อต้องรับวัคซีนทั้งหมด 2 เข็ม ถึงจะมีผลป้องกันได้เกิน 50% และการฉีดเข็มที่ 2 จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด โดยเข็มที่ 2 ฉีดห่างจากเข็มแรก 3-4 สัปดาห์  โดยฉีดที่ต้นแขนด้านบน  ใช้สำหรับผู้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น

*หมายเหตุ หากไม่ได้ไปฉีดเข็มที่ 2 ตามแพทย์กำหนด ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลถึงแนวทางการปฎิบัติ เนื่องจากการฉีดให้ครบ 2 เข็มเป็นสิ่งสำคัญในการรับวัคซีนชนิดนี้

 

วัคซีนมีผลในการคุ้มกันนานแค่ไหน?

ยังไม่สามารถระบุแน่ชัดว่าวัคซีนจะมีผลคุ้มกันได้นานเท่าไหร่ เนื่องจากขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของคนรับ และชนิดของวัคซีน แต่วัคซีนอาจจะสร้างภูมิคุ้มกันได้นาน 6-12 เดือน คล้ายกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ นั่นหมายความว่าผู้อยู่กลุ่มเสี่ยงจำเป็นต้องได้รีบวัคซีนทุกปี

 

ก่อนการฉีดวัคซีน คุณมีอาการเหล่านี้หรือไม่?

-มีประวัติแพ้วัคซีนชนิดอื่นใดมาก่อน ควรปรึกษาแพทย์ถึงความเหมาะสมก่อนรับวัคซีน

-มีอาการแบบเดียวกับโรคติดเชื้อ เช่น มีไข้สูง 38 องศา

-มีปัญหาเกี่ยวกับโรคเลือด มีรอยช้ำง่าย

-มีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน หรือกำลังกินยาที่ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน

*หมายเหตุ ผู้ที่มีเงื่อนไขใดตรงกับข้อต่อไปนี้ ควรปรึกษาหรือแจ้งแพทย์ก่อนเข้ารับบริการฉีดวัคซีน

 

อาการหลังฉีด และผลข้างเคียง?

บุคคลทั่วไป  : รู้สึกอ่อนล้า เพลีย ปวดหัว ปวดเมื่อย เป็นไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ระคายเคือง บวมบริเวณที่ฉีด

ผู้มีอาการแพ้ : ผื่นขึ้นตามร่างกาย เหงื่อออกมาก อาเจียน ใบหน้าบวม หายใจติดขัด

*หมายเหตุ หากมีอาการแพ้ควรรีบปรึกษาแพทย์ถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น และแนวทางการปฎิบัติตัวต่อไป

 

ที่สุดแล้วการฉีดวัคซีนไม่ว่าจะเป็นประเภทไหนก็ตาม คุณภาพและประสิทธิภาพของวัคซีน หรืออาการไม่พึงประสงค์อื่นๆ ที่เกิดขึ้นจากการฉีดวัคซีนนั้น อาจมีความแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่บุคคล และปัจจัยภายนอกอื่นๆ เช่น เพศ อายุ สภาพร่างกาย  แต่สิ่งที่สำคุณที่สุดถึงแม้ว่าเราจะได้รับวัคซีนแล้ว ก็ยังต้องใส่ใจกับการสวมหน้ากาก ล้างมือ และช่วยกันลดการสัมผัส หากไปพื้นที่เสี่ยงมาก็ควรเข้ารับการตรวจโควิด-19 เพื่อเฝ้าระวังกันต่อไป ด้วยความห่วงใยจาก TIC ไทยประกันภัย ครับ

 

ที่มา : thairath, กรุงเทพธุรกิจ, BBC Thai, ชมรมประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ

เรื่องน่ารู้อื่นที่คุณอาจสนใจ

เรื่องน่ารู้ทั้งหมด