จอดรถทิ้งไว้นาน...ทำอย่างไรให้พร้อมใช้งานหลังโควิด?

จากเหตุการณ์ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้ทุกคนต้องกักตัวอยู่บ้านจนแทบจะไม่ได้ออกไปไหน จะทำงานก็ต้อง Work From Home แน่นอนการใช้รถยนต์ก็ย่อมน้อยลงตามไปด้วย จนแทบจะได้ใช้เลย แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มดีขึ้น หลายพื้นที่มีการคลายล็อคดาวน์ ผู้คนจึงเริ่มกลับมาใช้ชีวิตตามปกติอีกครั้ง ทำให้พบปัญหากับรถยนต์ที่เคยจอดทิ้งไว้นานๆ ทั้งสตาร์ทรถไม่ติด แบตเตอรี่หมด ยางแบน และอื่นๆ อีกมากมาย วันนี้ TIC ไทยประกันภัย อยากจะแชร์วิธีการจัดการกับปัญหาเหล่านี้แบบง่ายๆ ด้วยตนเองมาฝากกันครับ

 

1. ตรวจเช็กแบตเตอรี่

 

รถที่ไม่ได้ใช้งานนานๆ หลายคนมักจะเจอปัญหาการสตาร์ทไม่ติด แบตเตอรี่หมด แบตเตอรี่เสื่อม ไม่มีประจุไฟฟ้า เพราะถึงแม้ว่าจะเราไม่ได้มีการเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าไว้ แต่แบตเตอรี่ก็ยังต้องมีการจ่ายกระแสไฟฟ้าเพื่อไปเลี้ยงระบบต่างๆ ในรถยนต์ตลอดเวลา เมื่อจอดไว้โดยไม่ได้มีการติดสตาร์ทเป็นระยะๆ ก็อาจทำให้แบตเตอรี่หมดประจุได้ ดังนั้นหากคุณไม่ได้ใช้รถ แนะนำให้มีการสตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยไม่ต้องขับก็ได้ เพื่อเป็นการช่วยยืดอายุของแบตเตอรี่ และสำหรับคนที่พบปัญหาการสตาร์ทไม่ติด วิธีแก้ปัญหาเบื้องต้นที่ง่ายที่สุดก็คือให้ลองพ่วงจั๊มแบตรถยนต์ เพื่อเป็นการชาร์ตพลังงานให้กับแบตเตอรี่ โดยมีวิธีการดังนี้

 

  1. ใช้สายพ่วงข้างที่เป็นสีแดง (ขั้วบวก) เชื่อมต่อกับแบตเตอรี่รถยนต์ที่ใช้งานไม่ได้ จากนั้นก็นำสายพ่วงอีกข้างไปต่อกับแบตเตอรี่รถยนต์ที่ใช้งานได้
  2. ใช้สายพ่วงข้างที่เป็นสีดำ (ขั้วลบ) เชื่อมต่อกับแบตรถที่ใช้งานได้ ส่วนปลายอีกข้างให้หนีบกับชิ้นส่วนโลหะตรงเครื่องยนต์ของรถที่แบตเตอรี่เสีย หรือหนีบตรงพื้นผิวของรถที่มีสายดิน
  3. สตาร์ทรถคันที่ใช้งานได้ ปล่อยทิ้งไว้สักสองสามนาทีเพื่อให้แบตเตอรี่ของรถอีกคันได้ทำการชาร์จพลังงาน
  4. เมื่อสตาร์ทรถติดแล้ว ให้ถอดสายพ่วงแบตเตอรี่ออกโดยย้อนลำดับ ถอดสายสีดำ (ขั้วลบ) ออกจากชิ้นส่วนโลหะก่อน ตามด้วยการถอดอีกข้างของสีดำที่เชื่อมกับแบตเตอรี่รถที่ใช้งานได้ จากนั้นก็ถอดสายพ่วงสีแดงออกจากแบตเตอรี่ที่หมด และสุดท้ายก็ถอดสีแดงอีกข้างจากแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ปกติ

หากพ่วงแบตเตอรี่แล้วยังไม่สามารถใช้งานได้ เป็นไปได้ว่าแบตเตอรี่อาจจะเสื่อมหรือหมดสภาพ จำเป็นต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ให้กับรถยนต์

 

2. เช็กของเหลวในรถยนต์

 

เมื่อคุณไม่ได้ใช้รถนานๆ ก่อนจะกลับมาใช้งานอีกครั้ง แนะนำให้เช็กของเหลวต่างๆ ในรถยนต์ให้เรียบร้อยก่อน ทั้งระบบน้ำ เช่น น้ำในหม้อน้ำ น้ำสำหรับใบพัดปัดน้ำฝน ฯลฯ และระบบน้ำมัน ทั้งน้ำมันเครื่อง และน้ำมันรถยนต์ ซึ่งโดยปกติน้ำมันรถยนต์จะมีอายุการใช้งานประมาณ 6 เดือน ถ้าหากทิ้งไว้นานเกินก็อาจจะเสียได้ ดังนั้นควรจะจดบันทึกวันที่การเติมน้ำมันครั้งล่าสุดเอาไว้ หรือหากจำไม่ได้ให้ทดสอบสภาพน้ำมัน โดยนำปั๊มถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปในฝาช่องเติมน้ำมัน และสูบเอาน้ำมันปริมาณเล็กน้อยลงในภาชนะใส ปล่อยน้ำมันทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที ถ้าเห็นน้ำมันแยกออกเป็นชั้นๆ หรือมีตะกอนแสดงว่าน้ำมันหมดสภาพ ควรจะทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันในถัง โดยให้สูบน้ำมันเก่าออกให้ได้มากที่สุด และเติมน้ำมันใหม่เข้าไปทดแทน

สำหรับน้ำมันเครื่อง ถึงแม้ว่ารถจะไม่ได้ใช้งานหรือใช้งานน้อย แต่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องก็ควรจะเปลี่ยน ซึ่งโดยทั่วไปจะมีการกำหนดให้เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องกันทุก 5,000 กิโลเมตร หรือ 10,000 กิโลเมตร หรือเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุกๆ 6 เดือน ตามคู่มือรถที่กำหนด เนื่องจากน้ำมันเครื่องก็มีอายุการใช้งานและเสื่อมสภาพได้เช่นเดียวกัน รวมถึงอาจมีสิ่งสกปรกเจือปนในขณะที่ไม่ได้ใช้งานนานๆ เมื่อนำมาใช้ก็อาจจะส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์ของรถได้

 

3. เช็กยางรถยนต์ และลมยาง

 

การไม่ใช้รถเป็นเวลานานมากกว่า 1 เดือนขึ้นไป อาจทำให้ยางรถยนต์เสียรูปทรงได้ เกิดการยุบตัวของโครงยางส่วนหน้า ที่สัมผัสกับพื้นได้ เนื่องจากน้ำหนักรถยนต์ทั้งหมดจะตกสู่ยางแต่ละเส้นในจุดเดียว และเมื่อกลับมาใช้งานอีกครั้งก็อาจทำให้พวงมาลัยสั่น หรือเกิดเสียงดังผิดปกติได้ ดังนั้นเมื่อเราต้องจอดรถทิ้งเอาไว้เป็เวลานานๆ แนะนำให้เติมลมยางมากกว่าปกติประมาณ 5-10 ปอนด์/ตารางนิ้ว (หรือประมาณ 3 PSI) นอกจากนี้ยังแนะนำให้เอารถออกมาขับบ้างทุกๆ 2-3 วัน โดยขับทั้งไปข้างหน้าและถอยหลัง เพื่อให้ยางรถยนต์เกิดการหมุนตัว ลดความเสี่ยงที่จะเกิดยางแบนที่จุดใดจุดหนึ่งได้อีกด้วย หรือหากต้องจอดรถทิ้งไว้นานเกินกว่า 3 เดือนขึ้นไปแนะนำให้ยกรถตั้งบนแท่นวางทั้ง 4 ล้อ เพื่อไม่ให้น้ำหนักรถกดทับลงบนยาง ช่วยรักษารูปร่างของยางได้

 

4. การทำความสะอาดรถ

 

เมื่อต้องจอดรถทิ้งไว้นานๆ เพื่อไม่ให้ฝุ่นและสิ่งสกปรกเกาะอยู่ติดแน่นเป็นระยะเวลานานยากที่จะล้างออก ทำร้ายพื้นผิวรถยนต์ จึงควรจะทำความสะอาดรถให้เรียบร้อยก่อน แว็กซ์เคลือบสีรถเพื่อเพิ่มการรักษาและการป้องกันพื้นผิวที่มากขึ้น และอาจจะหาผ้ามาคลุมรถเพื่อป้องกันฝุ่น และรักษาสีของรถยนต์ให้ดูเหมือนใหม่อยู่เสมอ รวมถึงการทำความสะอาดส่วนต่างๆ ในรถยนต์ให้เรียบร้อยด้วย อย่าทิ้งขยะหรือเศษอาหารไว้ในรถเด็ดขาด เพราะนอกจากทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ หรือจากสภาพอากาศที่ร้อนชื้นของประเทศไทยจะทำให้เกิดเชื้อราขึ้นได้ง่ายแล้ว ยังอาจทำให้มีสัตว์หรือแมลงต่างๆ เช่น แมลงสาบ มด หนู เข้ามาในรถผ่านทางช่องหรือรูต่างๆของตัวรถ เช่น ขอบประตู ท่อไอเสีย ฝากระโปรงรถ เป็นต้น และจะกัดชิ้นส่วนต่างๆ รวมไปถึงสายไฟให้เสียหายได้

 

5. สถานที่ในการจอดรถ

 

ควรหาที่จอดรถให้เหมาะสมในที่ร่ม เพราะแสงแดด และฝนหรือความชื้น จะส่งผลกระทบต่อสภาพและอุปกรณ์ของรถยนต์ได้ เช่น อุปกรณ์ที่เป็นยางจะเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร สีตัวรถซีดเร็ว หรือการเกิดเชื้อราและสนิมได้ นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการจอดรถใต้ต้นไม้ เนื่องจากต้นไม้อาจจะมียาง หรือเมล็ดพันธุ์ต่างๆ ที่สามารถหล่นลงมา ทำให้สีรถของคุณด่างได้ รวมไปถึงกิ่งไม้ที่อาจตกลงมาเมื่อลมแรง หรือมีฝนฟ้าคะนอง ซึ่งก็จะสร้างความเสียหายทำให้รถของคุณบุบ หรือเกิดรอยขีดข่วนได้ และที่สำคัญไม่ควรดึงเบรกมือ ขณะต้องจอดรถทิ้งไว้นานๆ เพราะเบรกอาจจะติดได้ และขยับรถไม่ได้เมื่อต้องการเคลื่อนรถ

และนี่ก็คือวิธีจัดการกับปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับรถยนต์ของคุณเมื่อไม่ได้ใช้งานนานๆ ก็ลองนำคำแนะนำเหล่านี้ไปปรับใช้กันดูนะครับ และที่สำคัญอย่าลืมทำประกันภัยกับพี่ช้างไว้อุ่นใจแน่นอน เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เราคุ้มครองทั้งคุณและรถให้คุณมั่นใจได้ทุกการเดินทาง

 

TIC ไทยประกันภัย มีประกันภัยรถยนต์ครบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ขับดีมีคืน คุ้มครองทั้งความเสียหายที่มีคู่กรณีและไม่มีคู่กรณี และ ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2+ สำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองอย่างครบถ้วนและสูงกว่าเจ้าอื่น ด้วยเบี้ยประกันที่จ่ายน้อยกว่า และ ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3+ สำหรับผู้ที่ต้องความอุ่นใจเมื่อขับขี่รถยนต์

นอกจากนี้ TIC ไทยประกันภัย ยังมีผลิตภัณฑ์พิเศษสำหรับ 2+ 3+ อีกด้วย ได้แก่ ประกันภัยรถยนต์ 2+ ขับดีมีคืน และ ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3+ ขับดีมีคืน เหมาะสำหรับคนขับรถดี และยังมีการคืนเบี้ยประกันให้ตามเงื่อนไขที่กำหนดอีกด้วย

สามารถติดตามข่าวสาร TIC ไทยประกันภัยได้ที่ Facebook พี่ช้างไทยประกันภัย, เว็บไซต์ TIC ไทยประกันภัย, LINE (ติดต่อซื้อประกันภัย) @Pchang, Call Center โทร. 0 2613 0123 (ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง), แจ้งอุบัติเหตุสายด่วน โทร. 1309

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

**ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

 

ที่มา :

เรื่องน่ารู้อื่นที่คุณอาจสนใจ

เรื่องน่ารู้ทั้งหมด